Skip to content

Cart

Your cart is empty

ภาพปกบทความ Owner’s Diary เรื่อง Kansha (感謝) บทเรียนแห่งความขอบคุณจากเกียวโต ท่ามกลางถนนญี่ปุ่นโบราณและดอกซากุระ

感謝 — บทเรียนจากเกียวโตที่ยังอยู่กับหวานจนถึงวันนี้

เขียนโดย Destinare Better Being

|

วันที่เผยแพร่

|

อัปเดตล่าสุดเมื่อ

|

เวลาอ่าน 1 min

หวานมีความผูกพันกับญี่ปุ่นมาตั้งแต่เด็กค่ะ


ที่บ้านทำธุรกิจกับญี่ปุ่น มีคุณลุงชาวญี่ปุ่นที่คอยดูแลหวานมาตั้งแต่เล็ก มีเพื่อนบ้านเป็นคนญี่ปุ่น และที่บ้านก็เคยต้อนรับคนญี่ปุ่นที่รู้จักให้มาใช้ชีวิตอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน


ญี่ปุ่นจึงไม่เคยเป็นประเทศที่รู้สึกห่างไกลสำหรับหวาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาตลอด ทั้งผ่านผู้คน ภาษา อาหาร และเรื่องราวเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน


จนถึงวันนี้หวานยังจำความตื่นเต้นเวลาที่ได้รับของฝากจากคนญี่ปุ่นที่เดินทางมาเมืองไทยได้ รวมถึงความรู้สึกดีใจทุกครั้งที่รู้ว่าจะได้เดินทางไปญี่ปุ่น

ด้วยความคุ้นเคยเหล่านี้ หวานจึงเคยคิดว่าตัวเองรู้จักและเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นดีพอสมควรแล้ว


แต่เมื่อได้พบคุณซาโตะ และมีโอกาสไปใช้ชีวิตและเรียนรู้กับท่านที่เกียวโต หวานก็เริ่มค้นพบว่า ยังมีอีกหลายสิ่งที่ตัวเองอาจคุ้นเคยมาตลอด แต่ไม่เคยหยุดคิดถึงความหมายของมันอย่างจริงจัง


บทเรียนสำคัญหลายอย่างที่หวานได้รับในช่วงเวลานั้น ไม่ได้มาจากการเรียนรู้เรื่องสุขภาพหรือเทคนิคการดูแลร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากบทสนทนา กิจวัตรเล็ก ๆ และวิธีที่ผู้คนใช้ชีวิตในแต่ละวัน


หนึ่งในบทเรียนที่หวานยังคงจดจำและนำมาใช้จนถึงวันนี้ คือเรื่องของ 感謝 — Kansha หรือความรู้สึกขอบคุณค่ะ เป็นคำที่หวานรู้จักมานานแล้ว แต่การใช้ชีวิตที่เกียวโตทำให้หวานค่อย ๆ เข้าใจความหมายของคำนี้ในมุมที่ต่างออกไป



บรรยากาศสงบในบ้านญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่เกียวโต พร้อมถ้วยชา ขนมวากาชิ และดอกซากุระ สะท้อนความเรียบง่ายและความใส่ใจในชีวิตประจำวัน

感謝 Kansha

คำว่า 感謝 (Kansha) หรือความรู้สึกขอบคุณ ไม่ใช่คำใหม่สำหรับหวานเลยค่ะ


ด้วยความที่เติบโตมาใกล้ชิดกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น หวานจึงคุ้นเคยกับการกล่าวขอบคุณ การแสดงความสุภาพ และการให้ความสำคัญกับความรู้สึกของผู้อื่นอยู่แล้ว


แต่เมื่อได้มาใช้ชีวิตและเรียนรู้กับคุณซาโตะที่เกียวโต หวานก็เริ่มเข้าใจว่าการรู้จักกล่าวคำว่าขอบคุณ กับการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราได้รับ อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสียทีเดียว


ระหว่างที่อยู่กับคุณซาโตะ เรื่องของ Kansha เป็นสิ่งที่ท่านมักหยิบยกขึ้นมาพูดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การดูแลสุขภาพ หรือเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน


หวานยังจำได้ว่า ภายในร้านของท่านมีป้ายเล็ก ๆ ติดอยู่ตามจุดต่าง ๆ เป็นข้อความที่คอยเตือนให้เราสังเกตและรู้สึกขอบคุณสิ่งต่าง ๆ รอบตัว


ในตอนแรกหวานก็ไม่ได้คิดอะไรกับป้ายเหล่านั้นมากนัก เพราะรู้สึกว่าการขอบคุณเป็นเรื่องธรรมดาที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว


แต่เมื่อได้ยินคุณซาโตะพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ ประกอบกับการได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยชิน หวานก็เริ่มกลับมาคิดถึงความหมายของคำนี้มากขึ้น


หวานไม่แน่ใจว่าตอนนั้นคุณซาโตะมองเห็นอะไรในตัวหวาน หรือมีสิ่งใดเป็นพิเศษที่ท่านอยากถ่ายทอดให้ แต่สิ่งที่หวานจำได้คือ ท่านไม่ได้พูดถึงความรู้สึกขอบคุณเพียงในโอกาสสำคัญเท่านั้น


เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในบทสนทนาธรรมดา ๆ และเชื่อมโยงกับวิธีที่เราใช้ชีวิตในแต่ละวัน

เมื่อได้ใช้เวลาอยู่ที่นั่นนานขึ้น หวานก็เริ่มสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่เมื่อก่อนอาจมองผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ได้รับประทาน ความใส่ใจของคนรอบตัว หรือสถานที่ที่มีคนคอยดูแลให้สะอาดและเรียบร้อย


สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม แต่หวานเริ่มมองเห็นความตั้งใจและความพยายามของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้น


สำหรับหวาน ความเข้าใจเรื่อง Kansha จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากบทเรียนครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่ค่อย ๆ ซึมซับผ่านบทสนทนา ประสบการณ์ และการใช้ชีวิตในแต่ละวัน


จากคำที่เคยรู้จักความหมายอยู่แล้ว กลายเป็นสิ่งที่หวานเริ่มเข้าใจผ่านความรู้สึกและประสบการณ์ของตัวเองมากขึ้น


หญิงชาวญี่ปุ่นสองคนโค้งคำนับให้กันอย่างสุภาพหน้าบ้านไม้แบบดั้งเดิม ท่ามกลางสวนญี่ปุ่น สะท้อนวัฒนธรรมแห่งความขอบคุณ (Kansha) ความเคารพ และความใส่ใจต่อผู้อื่น

ช่วงเวลาที่สุขภาพดีที่สุดในชีวิต

ช่วงเวลาที่หวานได้ใช้ชีวิตอยู่ที่เกียวโต เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่หวานรู้สึกว่าตัวเองมีสุขภาพดีที่สุดค่ะ


ในตอนนั้นหวานดูแลตัวเองอย่างตั้งใจ มีวินัยในการใช้ชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่ดี ใส่ใจกับสิ่งที่ร่างกายต้องการ และพยายามใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้น


อีกส่วนสำคัญคือการได้เรียนรู้และรับการดูแลจากคุณซาโตะ ซึ่งช่วยให้หวานเข้าใจร่างกายของตัวเองมากขึ้น และรู้สึกว่าร่างกายค่อย ๆ กลับมาอยู่ในสภาวะที่สมดุล


เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงแรก หวานจึงมักให้เครดิตกับความพยายามของตัวเองค่อนข้างมาก

เพราะเราตั้งใจดูแลตัวเอง เรามีวินัย เราเลือกกินอาหารที่ดี และเราได้พบกับคนที่มีความรู้ในการดูแลสุขภาพ ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผล และหวานก็ยังเชื่อว่าการดูแลตัวเองมีความสำคัญมาก


แต่เมื่อเวลาผ่านไป และได้มองย้อนกลับไปถึงช่วงชีวิตนั้นอีกครั้ง หวานก็เริ่มตระหนักว่า ยังมีสิ่งสำคัญอีกหลายอย่างที่ตัวเองไม่ได้นึกถึง


สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่หวานสร้างขึ้นด้วยตัวเอง แต่เป็นสิ่งดี ๆ ที่หวานได้รับจากการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนและสภาพแวดล้อมในเวลานั้น


อาหารดี ๆ ที่มีให้เลือกในแต่ละวัน ความสะอาดและความเป็นระเบียบของสถานที่ รวมถึงความใส่ใจเล็ก ๆ ที่ได้รับจากผู้คนรอบตัว ล้วนมีส่วนช่วยให้การดูแลตัวเองเป็นเรื่องง่ายและเป็นธรรมชาติมากขึ้น


หวานเริ่มเข้าใจว่า การมีสุขภาพที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามของเราเพียงลำพัง แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเราด้วย

และเมื่อเริ่มมองเห็นสิ่งเหล่านี้ หวานก็ยิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า 感謝 — Kansha ในอีกมุมหนึ่งค่ะ


อาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมจัดเสิร์ฟบนจานเซรามิก พร้อมปลาย่าง ผัก เครื่องเคียง และซุปมิโสะ ท่ามกลางแสงแดดอุ่น ๆ สะท้อนความใส่ใจในอาหารและวัตถุดิบตามฤดูกาล

อาหารหนึ่งมื้อ กับความตั้งใจของคนที่เราไม่เคยรู้จัก

สิ่งหนึ่งที่หวานชอบมากเวลาอยู่ญี่ปุ่น คือการรับประทานอาหารแบบ 日替わり (Higawari) หรือเมนูที่เปลี่ยนไปในแต่ละวันค่ะ


โดยเฉพาะร้านที่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบตามฤดูกาล เพราะทำให้แต่ละมื้อมีความหลากหลาย ได้ลองรับประทานสิ่งใหม่ ๆ และสัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลผ่านอาหาร


หนึ่งในร้านที่หวานชอบมากคือ 実身美 (Sangmi) ร้านอาหารสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับการเลือกวัตถุดิบและการจัดอาหารให้มีความสมดุล


สิ่งที่หวานชอบเกี่ยวกับร้านอาหารลักษณะนี้ คือเราไม่จำเป็นต้องคิดทุกอย่างด้วยตัวเองว่าวันนี้ควรรับประทานอะไรถึงจะดีต่อสุขภาพ เพราะมีคนที่ตั้งใจเลือกวัตถุดิบ คิดเมนู และเตรียมอาหารเหล่านั้นมาให้แล้ว


ในตอนนั้นหวานมองว่าการเลือกรับประทานอาหารที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของวินัยในการดูแลสุขภาพของตัวเอง

แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ก็เริ่มตระหนักว่าการที่เราสามารถเลือกรับประทานอาหารดี ๆ ได้ในแต่ละวัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเราเพียงอย่างเดียว


ก่อนที่อาหารหนึ่งมื้อจะมาวางอยู่ตรงหน้า มีผู้คนมากมายที่เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่คนที่ปลูกและดูแลพืชผล คนที่คัดเลือกวัตถุดิบ คนที่ขนส่ง ไปจนถึงคนที่นำวัตถุดิบเหล่านั้นมาปรุงเป็นอาหารให้เราได้รับประทาน


แม้แต่การที่เราสามารถหาร้านอาหารที่มีวัตถุดิบดี ๆ ให้เลือกรับประทานได้อย่างสะดวก ก็เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความตั้งใจและการทำงานของผู้คนอีกหลายส่วน


บางครั้งเราอาจมองเห็นเพียงอาหารที่อยู่ตรงหน้า และรู้สึกว่าตัวเองได้เลือกสิ่งที่ดีให้กับร่างกายแล้ว แต่ไม่ได้คิดต่อว่า กว่าอาหารมื้อนั้นจะมาถึงเรา มีใครใช้เวลา ความรู้ และความใส่ใจไปกับมันบ้าง


เมื่อเริ่มมองในมุมนี้ หวานก็รู้สึกว่าอาหารหนึ่งมื้อมีคุณค่ามากกว่าที่เคยคิด ไม่ใช่เพียงเพราะอาหารนั้นดีต่อสุขภาพ แต่เพราะมีความพยายามของผู้คนมากมายอยู่เบื้องหลัง


และหลายครั้ง คนเหล่านั้นก็เป็นคนที่เราไม่เคยรู้จักหรือมีโอกาสกล่าวคำขอบคุณด้วยซ้ำ


สำหรับหวาน นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เข้าใจความหมายของ Kansha มากขึ้น การรู้สึกขอบคุณจึงไม่ใช่เพียงการขอบคุณคนที่นำอาหารมาเสิร์ฟให้เรา แต่ยังรวมถึงการมองเห็นคุณค่าของผู้คนและความตั้งใจที่ทำให้อาหารมื้อนั้นเกิดขึ้นได้ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หวานก็เริ่มมองอาหารในแต่ละมื้อแตกต่างออกไป


จากสิ่งที่เคยมองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้หวานนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ ผู้คน และการใช้ชีวิตของเรามากขึ้นค่ะ


เกษตรกรชาวญี่ปุ่นกำลังเก็บเกี่ยวหัวผักกาดและผักสดตามฤดูกาลในแปลงเกษตร ท่ามกลางแสงแดดอบอุ่น สะท้อนความใส่ใจในการปลูกและส่งต่อวัตถุดิบคุณภาพ

จากคนที่เคยได้รับการดูแล สู่การเรียนรู้ที่จะดูแลสิ่งรอบตัว

อีกความทรงจำหนึ่งที่หวานยังจำได้ดี คือบรรยากาศในตอนเช้าที่ร้านคุณซาโตะค่ะ พนักงานที่ร้านจะออกมาช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนเริ่มต้นวันใหม่ ไม่ใช่เพียงภายในร้าน แต่รวมถึงถนนหน้าร้านและบริเวณด้านหลัง เพื่อให้ทุกอย่างสะอาดและเรียบร้อย


สิ่งที่หวานสังเกตเห็นคือ ทุกคนดูคุ้นเคยกับการดูแลพื้นที่เหล่านี้เป็นอย่างดี เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน โดยไม่ได้มองว่าการทำความสะอาดบริเวณรอบร้านเป็นเรื่องพิเศษอะไร


สำหรับหวานเอง ต้องยอมรับว่าช่วงแรก ๆ ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่ค่ะ เพราะตอนอยู่เมืองไทย หวานเติบโตมาในครอบครัวที่มีคนคอยช่วยดูแลเรื่องต่าง ๆ ให้ค่อนข้างมาก เรียกได้ว่าเป็นคุณหนูคนหนึ่งเลยก็ว่าได้


หลายอย่างจึงเป็นเรื่องที่มีคนจัดการให้ โดยที่หวานไม่เคยต้องลงมือทำหรือคิดถึงรายละเอียดมากนัก พอได้มาเรียนรู้และใช้ชีวิตที่ร้านคุณซาโตะ โดยเฉพาะเวลาที่เรียนเสร็จและต้องช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาด หวานก็มีงง ๆ อยู่เหมือนกันว่าต้องทำถึงขนาดไหน อะไรที่ถือว่าสะอาดเรียบร้อยแล้ว และมีจุดไหนที่เราควรสังเกตเพิ่มเติม แต่คนที่ร้านก็ค่อย ๆ ช่วยสอนและแนะนำให้หวานเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ควรใส่ใจ หรือการสังเกตพื้นที่รอบตัวให้มากขึ้น


จากสิ่งที่ไม่คุ้นเคยในตอนแรก เมื่อได้ทำซ้ำ ๆ ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องธรรมดา จนในที่สุดก็ติดเป็นนิสัยระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น


เมื่อมองย้อนกลับไป หวานคิดว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้ในตอนนั้นไม่ได้มีเพียงวิธีทำความสะอาดหรือการรักษาความเป็นระเบียบเท่านั้น แต่เป็นการเริ่มมองเห็นว่า ความสะอาดและสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ซึ่งเราเคยได้รับประโยชน์จากมันมาตลอด ล้วนต้องมีใครบางคนลงมือดูแล


เมื่อก่อนหวานอาจเคยชินกับการเป็นคนที่ได้รับการดูแล จนไม่ทันคิดถึงความพยายามที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น แต่การได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ทำให้หวานเข้าใจมากขึ้นว่ากว่าพื้นที่แห่งหนึ่งจะสะอาด เรียบร้อย และพร้อมต้อนรับผู้คนได้ ต้องอาศัยเวลา ความใส่ใจ และความรับผิดชอบมากเพียงใด


สิ่งที่น่าสนใจสำหรับหวานคือ การดูแลพื้นที่หน้าร้านและบริเวณโดยรอบไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะกับคนที่ทำงานในร้านเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงผู้คนที่เดินผ่านหรือใช้พื้นที่เหล่านั้นร่วมกันด้วย


เมื่อแต่ละคนช่วยกันรับผิดชอบสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตัว ความสะอาดและความเป็นระเบียบที่เกิดขึ้นก็กลายเป็นสิ่งดี ๆ ที่คนอื่นได้รับไปด้วย


ประสบการณ์นี้ทำให้หวานเริ่มเข้าใจความหมายของ Kansha ในอีกมุมหนึ่งเพราะการรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งดี ๆ ที่เราได้รับ อาจไม่ได้จบลงเพียงการกล่าวคำว่าขอบคุณ แต่ยังทำให้เราอยากมีส่วนร่วมดูแลรักษาสิ่งเหล่านั้นด้วย


จากคนที่เคยชินกับการมีคนคอยดูแลทุกอย่างให้ หวานได้เรียนรู้ว่าตัวเองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคนอื่นได้เช่นกัน และนี่เป็นอีกหนึ่งบทเรียนจากเกียวโตที่หวานยังคงจดจำมาจนถึงวันนี้ค่ะ


พนักงานร้านค้าชาวญี่ปุ่นช่วยกันกวาดทำความสะอาดทางเดินหน้าร้านไม้แบบดั้งเดิมในยามเช้า สะท้อนความใส่ใจ ความรับผิดชอบ และการดูแลพื้นที่ส่วนรวม

นอกจากเรื่องอาหารและการใช้ชีวิตที่ร้านคุณซาโตะแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่หวานนึกถึงเมื่อมองย้อนกลับไป คือสภาพแวดล้อมที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเกียวโตค่ะ


หวานชอบบรรยากาศของเมือง ความสะอาดและความเป็นระเบียบของสถานที่ต่าง ๆ อากาศที่รู้สึกสดชื่น รวมถึงความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน


ในตอนนั้นหวานรู้สึกเพียงว่าเป็นเมืองที่อยู่แล้วสบายใจ สามารถใช้ชีวิตในจังหวะที่ตัวเองชอบ และมีสิ่งดี ๆ อยู่รอบตัวมากมาย แต่เมื่อเราได้อยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ทุกวัน บางครั้งก็เผลอมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา โดยไม่ได้คิดมากนักว่าสภาพแวดล้อมที่ดีเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร


เมื่อเวลาผ่านไป หวานจึงเริ่มมองเห็นว่า เบื้องหลังความสะดวกสบายและคุณภาพชีวิตที่เราได้รับ มีความพยายามของผู้คนอีกมากมายซ่อนอยู่


ถนนที่สะอาดไม่ได้สะอาดขึ้นมาเอง พื้นที่สีเขียวที่ได้รับการดูแลอย่างดีต้องมีคนคอยรักษา แม้แต่อากาศและธรรมชาติที่เราได้สัมผัส ก็เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและการดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกันของผู้คนในสังคม


สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือและความรับผิดชอบของคนจำนวนมาก แน่นอนว่าไม่มีเมืองหรือสังคมไหนสมบูรณ์แบบ และเกียวโตเองก็มีปัญหาและข้อจำกัดเช่นเดียวกับที่อื่น ๆ


แต่สิ่งที่หวานได้สัมผัสในช่วงเวลานั้น ทำให้เริ่มเห็นคุณค่าของการที่ผู้คนใส่ใจต่อสิ่งที่อยู่รอบตัว ไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่ยังรวมถึงคนอื่นที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วย ความใส่ใจเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป


บางครั้งเป็นเพียงการช่วยกันรักษาความสะอาด การดูแลสิ่งของและสถานที่ให้พร้อมสำหรับคนที่จะมาใช้ต่อ หรือการทำหน้าที่ของตัวเองด้วยความรับผิดชอบ


แต่เมื่อความตั้งใจเล็ก ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนได้มากกว่าที่เราคิด


เมื่อหวานมองย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ตัวเองมีสุขภาพดีที่สุดในเกียวโต จึงเริ่มเข้าใจว่า นอกจากความมีวินัยในการดูแลตัวเองและความรู้ที่ได้รับจากคุณซาโตะแล้ว ยังมีสิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบตัวที่ช่วยเกื้อหนุนให้หวานใช้ชีวิตได้ดีในช่วงเวลานั้นด้วย


หลายสิ่งเป็นสิ่งที่หวานได้รับประโยชน์จากมัน โดยที่ไม่เคยรู้จักหรือมีโอกาสขอบคุณผู้คนที่อยู่เบื้องหลังเลยและเมื่อเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงเหล่านี้ หวานก็รู้สึกว่าคำว่า Kansha มีความหมายกว้างขึ้นกว่าเดิมมาก


เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราควรรู้สึกขอบคุณ อาจไม่ใช่เพียงสิ่งที่มีใครมอบให้เราโดยตรง แต่ยังรวมถึงความตั้งใจของผู้คนมากมายที่ช่วยกันสร้างสิ่งดี ๆ ให้เราได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมันในทุกวันค่ะ


ถนนหินในย่านเก่าแก่ของเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น รายล้อมด้วยบ้านไม้แบบดั้งเดิม ต้นไม้ และสวนที่ได้รับการดูแลอย่างดี สะท้อนความสงบ ความเป็นระเบียบ และความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อมองย้อนกลับไป หวานคิดว่าสิ่งสำคัญที่ได้รับจากเกียวโต ไม่ใช่เพียงความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ หรือช่วงเวลาที่ตัวเองมีสุขภาพดีที่สุดเท่านั้น แต่เป็นการได้เรียนรู้ที่จะมองเห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ที่เคยมองข้ามไป


ทุกวันนี้หวานก็ยังต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอค่ะ โดยเฉพาะในวันที่มีเรื่องให้คิดมากมาย ทั้งงาน ความรับผิดชอบ และสิ่งที่ยังไม่เป็นไปอย่างที่หวัง บางครั้งเราก็มัวแต่สนใจสิ่งที่ยังขาด จนลืมมองเห็นสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ตรงหน้า


ในเวลาแบบนั้น หวานมักนึกถึงป้ายเล็ก ๆ ที่ร้านคุณซาโตะ และบทสนทนาเรื่อง Kansha ที่ท่านพูดถึงอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้เตือนให้หวานลองกลับมาสังเกตสิ่งรอบตัวอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอาหารดี ๆ สักมื้อ ความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง หรือความใส่ใจเล็ก ๆ ที่ได้รับในแต่ละวัน


และเมื่อได้สร้าง Destinare ขึ้นมา หวานก็อยากนำสิ่งที่เคยได้รับเหล่านั้นมาส่งต่อ ผ่านการเลือกสิ่งที่ใช้ การดูแลสถานที่ และความใส่ใจที่มอบให้กับคนที่เข้ามาหาเรา


หวานไม่ได้คิดว่าตัวเองจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีในทุกวัน แต่ก็อยากค่อย ๆ เรียนรู้และรักษาความตั้งใจนี้ไว้ เพราะสำหรับหวาน Kansha ไม่ได้เป็นเพียงการรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งดี ๆ ที่เราได้รับ แต่ยังเป็นความตั้งใจที่จะดูแลและส่งต่อสิ่งดี ๆ เหล่านั้นให้กับคนอื่นด้วย


นี่คือบทเรียนจากเกียวโตที่หวานยังคงนำมาใช้ในชีวิตจนถึงวันนี้ค่ะ


หวาน — Kamala


Destinare Herbal Immune Therapy supporting healthy lymphatic flow through gentle care, warmth, therapeutic touch and deep rest

Related Readings