การฟื้นฟูไม่ได้มีเพียงแค่การพัก
|
|
|
เวลาอ่าน 2 min
|
|
|
เวลาอ่าน 2 min
ทำความเข้าใจว่าอะไรช่วยให้เรารู้สึกได้รับการพักและฟื้นฟูในแต่ละวัน
ในที่สุดก็มีเวลาพักสักที
วันทำงานจบลง บ้านเงียบสงบ และไม่มีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการอีกแล้ว
แต่เราก็ยังรู้สึกเหนื่อย หรือรู้สึกว่ายังไม่สามารถวางเรื่องต่าง ๆ จากทั้งวันลงได้ แม้จะถึงช่วงเย็นแล้ว
อาจเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดใจเมื่อช่วงเวลาที่ได้หยุดพักไม่ได้ทำให้เรารู้สึกสดชื่นหรือได้รับการฟื้นฟูอย่างที่หวัง
แต่ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังพักผ่อนผิดวิธี
การพักผ่อนเป็นส่วนสำคัญของการฟื้นฟูร่างกาย แต่สิ่งที่เราเจอในแต่ละวันอาจแตกต่างกันไป วันที่ต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน ร่างกายอาจต้องการการพักที่ต่างจากวันที่ต้องนั่งทำงาน ใช้ความคิด ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ หรือดูแลใครสักคนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
การเริ่มต้นดูแลการฟื้นฟูร่างกาย อาจเริ่มจากการสังเกตว่าความต้องการของเราในแต่ละวันแตกต่างกันอย่างไร
บางครั้งเราอาจต้องการนอนหลับให้เพียงพอ
บางครั้งเราอาจต้องการช่วงเย็นที่เงียบสงบขึ้น
การขยับร่างกายเบา ๆ ที่ช่วยให้รู้สึกสบาย
หรือการอนุญาตให้ตัวเองเลื่อนบางเรื่องออกไปจัดการในวันพรุ่งนี้
จุดเริ่มต้นอาจเป็นเรื่องง่าย ๆ เพียงลองถามตัวเองว่า
วันนี้เราใช้พลังไปกับอะไรบ้าง และตอนนี้เราต้องการอะไร?
หลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน ในที่สุดก็ได้นั่งพัก แต่หัวไหล่ยังเกร็ง กรามยังตึง และความคิดยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ หรือสิ่งที่ต้องจัดการต่อในวันพรุ่งนี้
แม้จะเลิกงานแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนร่างกายไม่ได้หยุดพักไปพร้อมกับเรา
นี่คือส่วนที่คำแนะนำทั่วไปมักมองข้ามไป คำว่า “พักบ้าง” บอกให้เราหยุดจากสิ่งที่กำลังทำอยู่
แต่ไม่ได้บอกว่า หลังจากหยุดแล้ว เราควรทำอย่างไรให้ร่างกายและจิตใจค่อย ๆ ผ่อนลง
บางครั้ง การมีคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ช่วยให้เราเริ่มผ่อนคลายได้
ลองหาท่าที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสบาย ผ่อนลมหายใจช้า ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ สังเกตว่าเรายังมีอาการเกร็งมือ หัวไหล่ หรือใบหน้าอยู่หรือไม่ เมื่อความคิดยังคงพาเราออกไปจากช่วงเวลาตรงหน้า ลองค่อย ๆ หันกลับมาใส่ใจกับสิ่งที่ช่วยให้รู้สึกสบายและผ่อนคลาย
สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่พาเราเข้าสู่การพักได้
เราไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้จิตใจว่างเปล่าหรือฝืนตัวเองให้ผ่อนคลาย
และไม่จำเป็นต้องเติมเต็มช่วงเวลาพักผ่อนด้วยกิจวัตรประจำเสมอไป
เป้าหมายคือการช่วยให้เราปรับตัวเข้าสู่ความสงบได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ช่วงเวลาพักผ่อนให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง
มาดูกันว่า เราสามารถสร้างสภาวะที่ช่วยให้ร่างกายและจิตใจค่อย ๆ ผ่อนลงได้อย่างไรบ้าง
บางครั้ง การพยายามทำให้ตัวเองผ่อนคลายทันทีที่กลับถึงบ้าน ก็อาจทำให้รู้สึกเหมือนเป็นอีกเรื่องที่ต้องจัดการ ทั้งที่ตลอดทั้งวันเราเพิ่งผ่านทั้งการทำงาน การตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ และการเดินทางที่ต้องใช้สมาธิ พอกลับถึงบ้าน เรากลับคาดหวังว่าตัวเองจะรู้สึกสบายและผ่อนคลายได้ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน
เราอาจเริ่มผ่อนคลายลงได้ตั้งแต่ก่อนถึงเวลาพัก ด้วยการปรับกิจวัตรเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงเย็นที่ทำได้จริงในแต่ละวัน
สำหรับหวาน การค่อย ๆ เข้าสู่ช่วงพักเริ่มตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ไม่ได้รอจนกว่าจะกลับถึงบ้าน แม้จะยังทำงานอยู่ หวานจะเปิดเพลงเบา ๆ ฟัง เป็นเหมือนสัญญาณเล็ก ๆ ที่ช่วยเตือนว่า วันนี้กำลังจะจบลงแล้ว และอีกไม่นานก็ถึงเวลาที่ควรวางงานลงค่ะ
หากต้องทำงานต่อในช่วงเย็น หวานจะพยายามจัดการงานที่ต้องใช้ความคิดและสมาธิมากให้เสร็จภายใน 20.00 น. หลังจากนั้น หากเป็นไปได้ จะเลือกทำงานที่เบาลง และเก็บเรื่องที่ต้องตัดสินใจภายใต้ความกดดัน หรืองานที่ต้องใช้สมาธิมากไว้ทำในเวลาอื่น
ระหว่างเดินทางกลับบ้าน หวานยังคงเปิดเพลงเบา ๆ และใช้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยต่อเนื่องไปด้วย แต่หากเป็นการขับรถ หวานจะเลือกใช้สิ่งเหล่านี้อย่างพอดีและไม่รบกวนสมาธิ โดยให้ความสนใจกับการขับรถเป็นหลัก
พอหวานเข้ามาถึงห้อง ร่างกายและจิตใจก็เริ่มเข้าสู่จังหวะที่ช้าลงแล้ว พื้นที่ที่คุ้นเคยทำให้รู้สึกสบายใจและปลอดภัย จึงสามารถค่อย ๆ เข้าสู่ช่วงพักต่อได้ โดยไม่ต้องพยายามเปลี่ยนจากโหมดทำงานมาเป็นโหมดพักผ่อนทั้งหมดในทันที
สำหรับหวาน วิธีนี้รู้สึกเป็นธรรมชาติกว่าการกลับถึงบ้านแล้วต้องเริ่มทำกิจวัตรเพื่อผ่อนคลายหลายอย่าง เพราะแม้แต่สิ่งที่ตั้งใจทำเพื่อช่วยให้เราพักผ่อน หากมีหลายอย่างเกินไป ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกหนักหรือรับมือไม่ไหวได้
การมีพื้นที่ที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจและวางเรื่องต่าง ๆ ลงได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป แม้จะอยู่ที่บ้าน เราก็อาจยังเห็นสิ่งที่ทำให้นึกถึงงาน งานที่ยังค้างอยู่ หรือเรื่องที่ต้องดูแลคนอื่น การทำให้พื้นที่หนึ่งรู้สึกเหมาะกับการพักผ่อนจึงอาจต้องใช้เวลา และค่อย ๆ ปรับให้เข้ากับสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกสบายมากขึ้น
ลองเริ่มจากการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย เช่น ย้ายโคมไฟให้แสงดูนุ่มสบายขึ้น เพิ่มเบาะรองนั่งบนเก้าอี้ตัวโปรด หรือจัดโต๊ะเล็ก ๆ สักตัวให้เหลือเพียงของที่คุณชอบ แค่การเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบ้านทั้งหมด
เมื่อเวลาผ่านไป การค่อย ๆ จัดมุมเล็ก ๆ นี้ให้น่าอยู่ขึ้น อาจกลายเป็นงานอดิเรกเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เราได้ใช้เวลาอย่างสงบ อาจเลือกผิวสัมผัสที่ชอบ จัดดอกไม้สักสองสามดอก หรือเปิดเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกดี สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เรามีบางอย่างที่เป็นของตัวเองและค่อย ๆ หันความสนใจกลับมาอยู่กับช่วงเวลาตรงหน้า
ไม่ต้องรีบค่อย ๆ ปรับพื้นที่ไปตามที่คุณค้นพบว่าแบบไหนทำให้รู้สึกสบายและเป็นตัวเองมากที่สุด
เป้าหมายคือการสร้างพื้นที่ที่เราคุ้นเคยและรู้สึกอยากกลับมาใช้เวลาอยู่ตรงนั้นอีกครั้ง แสงที่คุ้นเคย ที่นั่งสบาย ๆ หรือเสียงเพลงที่ชอบ อาจกลายเป็นสัญญาณเล็ก ๆ ที่ช่วยบอกตัวเองว่า ถึงเวลาหยุดพักแล้ว
“ตรงนี้ ฉันวางเรื่องต่าง ๆ ลงได้ และรู้สึกปลอดภัยพอที่จะพัก”
ลองเริ่มจากสิ่งที่คิดว่าจะช่วยให้เรารู้สึกสบายขึ้นได้มากที่สุดในวันนี้
ส่วนหนึ่งของผลจากการอาบน้ำที่ช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ผ่อนคลาย เกิดขึ้นหลังจากที่เราอาบน้ำเสร็จแล้ว
น้ำอุ่นช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดบริเวณใกล้ผิวหนัง ซึ่งช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนออกมาได้ในภายหลัง เมื่อร่างกายค่อย ๆ เย็นลงตามธรรมชาติ อุณหภูมิภายในร่างกายก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับช่วงที่ร่างกายกำลังเตรียมตัวเข้าสู่การนอนหลับ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการอาบน้ำในช่วงเย็นจึงเหมาะกับการค่อย ๆ เตรียมร่างกายเข้าสู่ช่วงพัก
มีงานวิจัยพบว่า การแช่น้ำอุ่นหรืออาบน้ำอุ่นประมาณ 1–2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน อาจช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้น
เลือกอุณหภูมิของน้ำที่อุ่นสบาย หลังจากนั้น เช็ดตัว เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่ใส่สบาย แล้วใช้เวลาพักผ่อนอย่างเงียบสงบในห้องที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำเย็นหรือทำให้ร่างกายรู้สึกหนาวสั่น
หลังอาบน้ำแล้ว ก็ให้เวลาตัวเองได้พักต่ออีกสักหน่อย ปล่อยให้ความอบอุ่นค่อย ๆ พาเราเข้าสู่ช่วงเวลาที่สงบและผ่อนคลายมากขึ้น
การอาบน้ำยังสามารถเป็นช่วงเวลาที่เราได้รวมกิจวัตรเล็ก ๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน ลองผ่อนคลายหัวไหล่ และหายใจเข้าออกช้า ๆ อย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องกลั้นหายใจหรือพยายามนับลมหายใจให้ได้ตามจำนวนที่กำหนด
หากชอบกลิ่นหอม ลองเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในการอาบน้ำที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และใช้ตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ หลีกเลี่ยงการหยดน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ลงในน้ำโดยตรง
สัมผัสถึงความอบอุ่น เสียงน้ำที่แผ่วเบา และกลิ่นหอมอ่อนๆ เลือกทำในสิ่งที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่จำเป็นต้องมองว่าการอาบน้ำเป็นเพียงแค่กิจวัตรประจำวันที่ต้องทำให้เสร็จไปเท่านั้น
หลังแช่น้ำหรืออาบน้ำ เช็ดตัวและเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ให้เวลาตัวเองสักเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ เย็นลง แล้วจึงเข้าสู่พื้นที่สำหรับพักผ่อน
เอนหลังพิงเก้าอี้ วางเท้าบนพื้นหรือที่พักเท้า แล้วปล่อยแขนให้วางสบาย ๆ บนตักหรือบนหมอน หากมีส่วนไหนที่รู้สึกไม่สบาย ลองขยับหรือปรับท่าให้สบายขึ้น ไม่จำเป็นต้องนั่งตัวตรงตลอดเวลา
จากนั้นลองสังเกต 3 จุดที่อาจยังมีความตึงอยู่
ลองถามตัวเองว่า “ตรงนี้ ฉันสามารถใช้ผ่อนแรงลงอีกนิดได้ไหม?”
สังเกตว่าพนักเก้าอี้รองรับแผ่นหลังตรงไหน และเรามือวางอยู่ในตำแหน่งใด หากยังรู้สึกไม่สบายตัว ลองขยับท่าหรือปรับหมอนรองให้เหมาะกับตัวเองมากขึ้น
แม้ความคิดจะยังวุ่นวายอยู่ เราก็สามารถเริ่มจากการทำให้ร่างกายรู้สึกสบายขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกความคิดสงบลงเสียก่อน
ปล่อยให้เก้าอี้ช่วยรองรับน้ำหนักตัว ปล่อยมือให้วางตามสบายโดยไม่ต้องถือสิ่งใด ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีนี้ ไม่มีสิ่งใดที่จำเป็นต้องถือไว้
เมื่อพร้อมแล้ว ให้หันมาจดจ่ออยู่กับลมหายใจของตัวเอง
เมื่อรู้สึกสบายแล้ว ลองกำหนดจังหวะการหายใจง่าย ๆ ตามนี้:
เริ่มต้นที่ 6 รอบ ใช้เวลาประมาณ 1 นาที หากรู้สึกว่าจังหวะนี้สบายดี สามารถทำต่ออีก 6 รอบ แล้วปล่อยให้ลมหายใจกลับมาเป็นจังหวะตามธรรมชาติ
หากรู้สึกว่าการนับนานเกินไป ให้ลดระยะเวลาลง ไม่จำเป็นต้องยืดลมหายใจออกจนรู้สึกต้องสูดหายใจแรง ๆ หากรู้สึกเวียนหัว หายใจไม่สะดวก หรือไม่สบาย ให้หยุดการนับและกลับมาหายใจตามปกติ
ให้การนับเป็นเพียงตัวช่วยกำหนดจังหวะ โดยไม่ต้องฝืนให้ลมหายใจเป็นไปตามจังหวะนั้น
บางครั้ง หลังจากนั่งหรือยืนอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน การอยู่นิ่ง ๆ ทันทีอาจไม่ได้ทำให้รู้สึกสบายเสมอไป
การขยับร่างกายเบา ๆ สักเล็กน้อยก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาพักได้
ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหรือยืดเหยียดเป็นชุดเต็มรูปแบบ เลือกเพียงหนึ่งหรือสองท่าที่ทำแล้วรู้สึกสบายสำหรับคุณ
ปล่อยให้ลมหายใจเป็นไปตามธรรมชาติ ขยับร่างกายเท่าที่รู้สึกสบาย โดยไม่ต้องเด้งหรือฝืนยืดจนรู้สึกเจ็บ
หากรู้สึกว่าการยืดบางท่าช่วยให้สบายขึ้น ลองค้างท่านั้นไว้สักครู่ในจุดที่รู้สึกพอดี ไม่จำเป็นต้องพยายามยืดให้ได้ไกลกว่านั้น
ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า “แบบนี้รู้สึกสบายขึ้น หรือเรากำลังออกแรงมากขึ้น?”
เมื่อรู้สึกเพียงพอแล้ว ค่อยกลับมานั่งพักบนเก้าอี้ หากตอนนี้รู้สึกสบายที่จะนั่งพักอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องขยับร่างกายเพิ่มเติม
หลังจากขยับร่างกายเล็กน้อยแล้ว ค่อย ๆ จัดท่าให้อยู่ในท่าที่สบาย และปล่อยให้ลมหายใจกลับมาเป็นจังหวะตามปกติ
ความคิดอาจยังคงวุ่นวายอยู่ ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ความคิดเหล่านั้นหายไป ลองเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้จิตใจได้พักและกลับมาอยู่กับช่วงเวลาตรงหน้า
อยู่กับสิ่งที่เลือกสัก 1–2 นาที หากความสนใจเผลอไปอยู่กับงานหรือเรื่องที่กังวล ค่อย ๆ กลับมาสนใจสิ่งเดิมอีกครั้ง
หากมีเรื่องสำคัญที่ยังคงวนเข้ามาในความคิด ลองจดไว้สั้น ๆ แล้ววางเรื่องนั้นไว้ก่อน
การที่เรานึกถึงบางสิ่ง ไม่ได้หมายความว่าเราต้องลงมือทำสิ่งนั้นในตอนนี้
ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีนี้ ลองให้ตัวเองได้ฟัง ได้สัมผัส หรือเพียงมองสิ่งตรงหน้า โดยไม่ต้องพยายามทำอะไรให้สำเร็จ
การแช่น้ำอุ่น การยืดเหยียดเบา ๆ หรือการใช้เวลาเงียบ ๆ สักครู่โดยวางโทรศัพท์ไว้
อาจดูเป็นเรื่องง่ายเกินไปที่จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นหลังจากวันที่เต็มไปด้วยความเครียด
สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ช่วยแก้ทุกอย่าง แต่ก็ยังเป็นวิธีเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เราได้ดูแลตัวเอง
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องรับมือ
เริ่มจากสิ่งหนึ่งหรือสองอย่างที่ทำแล้วรู้สึกดีและเข้ากับช่วงเย็นของเรา แล้วค่อย ๆ ทำซ้ำโดยไม่คาดหวังว่าทุกครั้งที่ได้พักจะต้องทำให้รู้สึกสดชื่นหรือหายเหนื่อยอย่างเต็มที่ เพราะบางวันการจะทำให้จิตใจสงบลงอาจต้องใช้เวลามากกว่าปกติ
เปิดโอกาสให้ตัวเองได้เพลิดเพลินกับช่วงเวลาเหล่านี้ ก่อนที่จะรีบตัดสินผลลัพธ์ที่ได้
เมื่อเวลาผ่านไป ช่วงเวลาเล็ก ๆ เหล่านี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัน ที่คุณรู้สึกอยากกลับมาใช้เวลาอยู่ด้วย
การเปิดโคมไฟ เปิดเพลงที่คุ้นเคย หรือเตรียมน้ำอุ่นสำหรับอาบน้ำ อาจกลายเป็นวิธีเล็ก ๆ ในแบบของคุณเองที่ช่วยบอกตัวเองว่า
“ตอนนี้ ฉันวางเรื่องต่าง ๆ ลงได้สักพัก”
ไม่ต้องทำให้ซับซ้อน ค่อย ๆ ให้เวลาและปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่เป็น เพราะการดูแลตัวเองในเรื่องเล็ก ๆ ก็ควรเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราเช่นกัน